ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เรามักเข้าใจว่า “คนซื้อบ้านไม่ได้” คือคนที่ไม่มีกำลังซื้อ แต่ในความเป็นจริง ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อสูง มีรายได้จริง มีเงินสดหมุนเวียนดี มีทรัพย์สิน หรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ แต่กลับเข้าไม่ถึงสินเชื่อบ้านจากระบบธนาคาร
จากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน พบว่าหนึ่งในความท้าทายใหญ่คือ "ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate)" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางถึงล่าง แต่ในขณะเดียวกัน ดีมานด์ในตลาดระดับบนหรือกลุ่มผู้ประกอบการอิสระกลับยังคงเติบโตอย่างน่าสนใจ
กลุ่มนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า Wealthy but Unbanked พวกเขาไม่ได้ “ไม่มีเงิน” แต่พวกเขา “ไม่มีเครดิตในรูปแบบที่ธนาคารต้องการ” และนี่อาจเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
เมื่อกำลังซื้อไม่ได้เท่ากับเครดิต: ช่องว่างของระบบดั้งเดิม
ระบบสินเชื่อแบบดั้งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อประเมินคนจากเอกสาร รายได้ประจำ สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี ภาระหนี้ และประวัติเครดิตบูโร ซึ่งเป็นระบบที่ เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน หรือผู้มีรายได้เป็นรูปแบบชัดเจน แต่ในโลกยุคปัจจุบัน ผู้ซื้อจำนวนมากไม่ได้มีรายได้เป็นเส้นตรงแบบนั้นอีกต่อไป
ลองจินตนาการถึงกลุ่มคนเหล่านี้ที่เดินเข้ามาในตลาดอสังหาฯ:
- บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือทำธุรกิจส่วนตัว
- บางคนเป็นฟรีแลนซ์รายได้สูง หรือ Content Creator รุ่นใหม่
- บางคนมีเงินสดจากการค้าขาย แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือตลาดออฟไลน์
- บางคนถือสินทรัพย์จำนวนมาก เช่น คริปโทเคอร์เรนซี หรือทองคำ แต่ไม่มีสเตทเมนต์แบบที่ธนาคารคุ้นเคย
- บางคนเป็นชาวต่างชาติที่มีรายได้จากต่างประเทศ และต้องการซื้อคอนโดในไทย
- บางคนมีความสามารถจ่ายได้จริง มีเงินก้อน แต่อยากได้วิธีซื้อบ้านไม่มีสลิปเงินเดือน ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมทางการเงินของพวกเขา
ผลลัพธ์คือ คนกลุ่มนี้อาจมีความสามารถซื้อบ้านได้จริง แต่ไม่สามารถผ่านกระบวน การอนุมัติสินเชื่อแบบปกติได้ นี่คือช่องว่างสำคัญระหว่าง Real-Purchasing Power (กำลังซื้อที่แท้จริง) กับ Bankable Credit Profile (โปรไฟล์เครดิตที่ธนาคารยอมรับ) ซึ่งทำให้หลายคนต้องเจอกับปัญหาซื้อบ้านกู้ไม่ผ่าน ทั้งที่มีศักยภาพ เพียบพร้อม
แล้ว Wealthy but Unbanked คือใคร?
กลุ่ม Wealthy but Unbanked ไม่ได้หมายถึงคนรายได้น้อยหรือไม่มีศักยภาพทางการเงินเสมอไป แต่หมายถึงกลุ่มคนที่มี “กำลังซื้อจริง” แต่ไม่สามารถแปลงกำลังซื้อนั้นให้กลายเป็นเครดิตจากธนาคารได้
ตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงในตลาด (Case Study):
- เคสที่ 1: แม่ค้าออนไลน์ยอดขายหลักล้านต่อเดือน มียอดเงินหมุนเวียนในบัญชีสูงมาก แต่เนื่องจากระบบเอกสารบัญชีและสต็อกสินค้ายังไม่เป็นระบบระเบียบตามมาตรฐานบัญชีเดี่ยว ทำให้เมื่อยื่นกู้ซื้อบ้านราคา 5-7 ล้านบาท ธนาคารกลับมองว่ามีความเสี่ยงสูงและปฏิเสธสินเชื่อ
- เคสที่ 2: ฟรีแลนซ์สาย Developer/Designer ที่รับงานต่างประเทศ มีรายได้ต่อเดือนหลักแสนบาทผ่านระบบโอนเงินข้ามประเทศ (เช่น PayPal หรือ Wise) มีเงินออมในบัญชีนับล้าน แต่ไม่มีสลิปเงินเดือนและไม่มีบริษัทในไทยรับรอง โปรไฟล์นี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ระบบธนาคารไทย "อ่านไม่ออก"
นอกจากนี้ยังรวมไปถึง:
- เจ้าของธุรกิจ SME ที่มีเงินสดหมุนเวียนดี แต่รายได้ส่วนตัวไม่สม่ำเสมอ
- นักลงทุนที่มีสินทรัพย์ แต่รายได้ทางบัญชีไม่ชัดเจน
- ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้ออสังหาฯ ในไทย แต่ไม่มีประวัติเครดิตในประเทศ
- คนที่เพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่ รายได้เริ่มเติบโตเร็ว แต่ยังไม่มี Track Record ยาวพอสำหรับธนาคาร
คนเหล่านี้อาจไม่ได้ขาดเงิน แต่พวกเขาขาด “คานงัดเครดิต” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Demand แต่อยู่ที่ Access
ในหลายกรณีความต้องการซื้ออสังหาฯ มีอยู่จริง Buyer อยากซื้อ, Developer อยากขาย, Agent ปิดดีลได้ และตัวทรัพย์สินเองก็มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม แต่ดีลกลับจบไม่ได้ เพราะ Buyer ไม่สามารถเข้าถึง Financing Structure หรือโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะกับตัวเอง
สิ่งนี้ทำให้ตลาดสูญเสียโอกาสจำนวนมาก ผู้ซื้อที่มีศักยภาพถูกกันออกจากตลาด ผู้ขายเสียโอกาสในการปิดการขาย นักลงทุนพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนจากดีลที่มี Demand จริง และตลาดอสังหาฯ โดยรวมสูญเสีย Liquidity (สภาพคล่อง)
ในมุมนี้ปัญหาของ Wealthy but Unbanked ไม่ใช่ปัญหาเล็กของคนซื้อบ้านบางกลุ่ม แต่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะยังมี Demand จำนวนมากที่ “มีอยู่จริง” แต่ยังไม่สามารถถูกปลดล็อกได้
ทำไมกลุ่มนี้จึงเป็นโอกาสใหม่ของอสังหาฯ
ในอดีต ตลาดอสังหาฯ มักพึ่งพา Buyer ที่สามารถกู้ธนาคารได้ทันที แต่เมื่อพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป เศรษฐกิจใหม่สร้างอาชีพใหม่ และรายได้ของคนจำนวนมากไม่ได้อยู่ในกรอบเดิมอีกต่อไป วิธีประเมิน Buyer ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม
โอกาสไม่ได้อยู่ที่การปล่อยให้ทุกคนซื้อได้โดยไม่มีการคัดกรอง แต่อยู่ที่การสร้างระบบใหม่ที่สามารถประเมิน “ความสามารถในการจ่ายจริง” ได้แม่นยำกว่าเดิม สิ่งสำคัญคือการมองให้ลึกกว่า Credit Score:
- Buyer คนนี้มีพฤติกรรมการจ่ายเป็นอย่างไร?
- มีรายได้จริงและมีความต่อเนื่องในสายอาชีพไหม?
- มีสินทรัพย์อื่น ๆ รองรับหรือเปล่า?
- บ้านหลังนี้เหมาะกับศักยภาพทางการเงินของเขาในระยะยาวหรือไม่?
ถ้าเราใช้โครงสร้างที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ดีลเหล่านี้จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย นี่คือจุดที่ตลาดต้องการเครื่องมือใหม่ ไม่ใช่แค่สินเชื่อรูปแบบเดิม
Rent-to-Own และ Alternative Financing: คานงัดใหม่ของ Buyer
หนึ่งในโครงสร้างทางการเงินทางเลือก (Alternative Financing) ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่ม Wealthy but Unbanked ได้เป็นอย่างดีในปัจจุบัน คือโมเดล Rent-to-Own หรือการเช่าเพื่อเป็นเจ้าของ (เช่าซื้อบ้าน) โมเดลนี้ช่วยให้ Buyer สามารถเริ่มต้นอยู่อาศัยและพิสูจน์ความสามารถในการจ่ายเงินได้ก่อน โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสินเชื่อธนาคารตั้งแต่วันแรก ในขณะเดียวกัน ฝั่งเจ้าของโครงการหรือนักลงทุนก็สามารถสร้างผลตอบแทนจากค่าเช่า พร้อมวางโครงสร้างสู่การซื้อขายจริงในอนาคต
หากออกแบบอย่างรอบคอบภายใต้กรอบกฎหมายที่ถูกต้อง Rent-to-Own จะไม่ใช่เพียงทางเลือกของคนที่กู้ไม่ผ่าน แต่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างกำลังซื้อจริงกับการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Buyer ที่มีรายได้จริง แต่ต้องการเวลาในการจัดโครงสร้างเอกสาร เดินบัญชี หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นกู้ธนาคารในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
จาก Credit-Based สู่ Behavior-Based
อนาคตของตลาดอสังหาฯ อาจไม่ได้อยู่ที่การถามเพียงว่า “Buyer กู้ผ่านไหม” แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านจากการประเมินแบบ Credit-Based (อิงเอกสารเครดิต) ไปสู่ Behavior-Based (อิงพฤติกรรมการเงินจริง) เพราะในหลายกรณี พฤติกรรมการจ่ายเงินจริง ความตั้งใจในการเป็นเจ้าของ ความมั่นคงของโมเดลธุรกิจ และความเหมาะสมระหว่างคนกับทรัพย์สิน อาจสะท้อนความเสี่ยงได้ดีกว่าตัวเลขบนเอกสารบางชุด แน่นอนว่าโมเดลนี้ต้องมาพร้อมการคัดกรองที่เข้มงวด การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และโครงสร้างสัญญาที่รัดกุมเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แต่อัตราความสำเร็จหากทำได้ถูกต้อง จะสามารถปลดล็อกดีลจำนวนมากในตลาดได้อย่างมหาศาล
สรุป: ขุมทรัพย์ใหม่ไม่ได้อยู่ที่คนที่ “กู้ผ่านง่าย” เสมอไป
ตลาดอสังหาฯ ในอนาคตอาจไม่ได้เติบโตจาก Buyer กลุ่มเดิมเพียงอย่างเดียว แต่จะเติบโตจากการมองเห็น Buyer กลุ่มใหม่ที่เคยถูกระบบเดิมมองข้าม
กลุ่ม Wealthy but Unbanked คือคนที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่มีทางเข้า มีรายได้ แต่ยังไม่มีเครดิต มีความต้องการซื้อจริง แต่ขาดโครงสร้างที่เหมาะสม มีเงิน แต่ขาดคานงัด
สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ นักลงทุน และแพลตฟอร์มที่สามารถออกแบบระบบเพื่อประเมินและปลดล็อก Buyer กลุ่มนี้ได้ นี่อาจไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่มันคือโอกาสในการสร้าง Liquidity ใหม่ให้กับอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ เพราะบางครั้ง ขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนที่ธนาคารอนุมัติแล้ว แต่อยู่ในกลุ่มคนที่ตลาดยังไม่รู้วิธีประเมินอย่างถูกต้อง
Wealthy but Unbanked จึงไม่ใช่ปัญหาของ Buyer เท่านั้น แต่คือโอกาสใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ยุคต่อไป
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Wealthy but Unbanked
Wealthy but Unbanked ในตลาดอสังหาฯ คืออะไร?
- คำตอบ: คือกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง มีรายได้ มีเงินสด หรือมีสินทรัพย์จริง แต่ไม่มีเอกสารทางการเงินหรือประวัติเครดิตในรูปแบบมาตรฐานที่ธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมต้องการ ทำให้ประสบปัญหาซื้อบ้านกู้ไม่ผ่านจากระบบปกติ
โมเดล Rent-to-Own ช่วยกลุ่มนี้ได้อย่างไร?
- คำตอบ: โมเดลเช่าเพื่อเป็นเจ้าของ หรือ Rent-to-Own จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม โดยให้ผู้ซื้อเข้าอยู่อาศัยและผ่อนชำระในรูปแบบค่าเช่าสะสม เพื่อสร้างพฤติกรรมการจ่ายเงินที่ดี (Behavior-Based) และใช้เวลานี้ในการเตรียมเอกสารหรือสเตทเมนต์ให้พร้อม ก่อนจะยื่นกู้สินเชื่อธนาคารในอนาคต
บทความโดย: นายภาคิน กรรวีโรนจ์ ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอนดี จำกัด
อัปเดตล่าสุด: วันที่ 6 กรกฎาคม ปี 2569 (2026)
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้ แนวคิด และข้อมูลเชิงวิชาการในตลาดอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น โมเดล Rent-to-Own หรือทางเลือกทางการเงินต่าง ๆ (Alternative Financing) มีเงื่อนไข รูปแบบสัญญา ความยืดหยุ่น และความเสี่ยงที่แตกต่างกันไปตามข้อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด ผู้สนใจควรศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือการเงินก่อนการทำธุรกรรมทุกครั้ง


